หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของไทย




การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของไทย
          ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ แบ่งการบริหารราชการออกเป็น ๓ ส่วน คือ
         ๑. การบริหารราชการส่วนกลาง ใช้หลักการรวมอำนาจ คือให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการขั้นสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง โดยแบ่งหน่วยงานออกเป็น กระทรวง ทบวง กรม [รวมทั้งหน่วยงานที่มีชื่อเรียกอย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม เช่น สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ราชบัณฑิตยสถาน ฯลฯ] หน่วยงานเหล่านี้ปรกติจะตั้งอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล
          ปัจจุบันการบริหารราชการส่วนกลาง มีดังนี้
  ระดับกระทรวง มี ๑๔ กระทรวง (รวมสำนักนายกรัฐมนตรี)
  ระดับทบวง  มี ๑ ทบวง
  ระดับกรม  มี ๑๓๖ กรม (ไม่รวมกรมต่าง ๆ ในกระทรวงกลาโหม และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีฐานะเทียบเท่ากรม)

          ๒. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค ใช้หลักการแบ่งอำนาจ คือราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน เป็นการลดขั้นตอนต่าง ๆ ลง และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของรัฐบาลหรือตัวบทกฎหมายของประเทศ
          อนึ่ง อำนาจที่แบ่งให้นั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความพอใจของส่วนกลาง และส่วนกลางแต่ละหน่วยก็แบ่งให้อาจไม่เท่ากัน เช่น บางกรมแบ่งการบริหารงานบุคคลให้ส่วนภูมิภาคแต่งตั้งโยกย้ายได้ตั้งแต่ระดับ ๔ ลงมา บางกรมให้ตั้งแต่ระดับ ๖ ลงมา บางกรมให้ตั้งแต่ระดับ ๗ ลงมา
          อำนาจที่แบ่งให้ไปนั้น ราชการบริหารส่วนกลางอาจจะเรียกกลับคืนเมื่อใดก็ได้
          การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี ๕ ระดับ คือ

          ๑. จังหวัด
          ๒. อำเภอ
          ๓. กิ่งอำเภอ
          ๔. ตำบล
          ๕. หมู่บ้าน

          กิ่งอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคโดยอนุโลม ทั้งนี้ก็เพราะในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินได้กำหนดการบริหารส่วนภูมิภาคไว้เพียง ๒ ระดับ คือจังหวัดและอำเภอ แล้วได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘ อีกว่า "การปกครองอำเภอ นอกจากที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการปกครองท้องที่"
          กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ในปัจจุบันจัดการบริหารราชการแผ่นดินในระดับรองลงมาจากอำเภอ ได้แก่ กิ่งอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน จึงจัดเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคด้วย
          จังหวัด    มี    ๗๕      จังหวัด
          อำเภอ      มี    ๗๒๙     อำเภอ
          กิ่งอำเภอ  มี    ๘๑        กิ่งอำเภอ
          ตำบล       มี    ๗,๑๕๙  ตำบล
          หมู่บ้าน    มี   ๖๕,๑๗๐ หมู่บ้าน
          (ข้อมูลประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๗)

          ๓. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ใช้หลักการกระจายอำนาจ คือส่วนกลางได้โอนมอบอำนาจระดับหนึ่งไปให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน กิจกรรมที่ท้องถิ่นทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา และที่ว่า "ปกครองตนเองอย่างอิสระ" นั้น หมายถึงมีอิสระในการตัดสินใจต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาหรือการเสริมสร้างสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น เช่น ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับประชาชนในเขตการปกครองของตนได้ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
          การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันมีรูปแบบดังนี้
          ๑. องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อย่าสับสนกับจังหวัด)
          ๒. เทศบาล
          ๓. สุขาภิบาล
          ๔. ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งได้แก่

                    ๔.๑ กรุงเทพมหานคร ซึ่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร บัญญัติไว้ในมาตรา ๖ ว่า "ให้กรุงเทพมหานครเป็นนิติบุคคล และเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น..."  ดังนั้นกรุงเทพฯ จึงไม่ใช้ "จังหวัด" ในความหมายของการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
                    ๔.๒ เมืองพัทยา ซึ่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารเมืองพัทยา บัญญัติไว้ในมาตรา ๗ ว่า "...ให้เมืองพัทยาเป็นนิติบุคคล และเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น..." ดังนั้นเมืองพัทยาจึงมิใช่เทศบาล มิใช่สุขาภิบาล แต่เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามที่กฎหมายกำหนด
                    ๔.๓ องค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ใหม่) ได้กำหนดให้สภาตำบลที่มีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท โดยไม่รวมเงินอุดหนุนจากส่วนกลาง ติดต่อกัน ๓ ปี ให้ยกฐานะขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล และให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
          ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบล จึงเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามที่กฎหมายสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนด อย่างสับสนกับ "ตำบล" ที่เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาค
          ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันที่เป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัดมี ๗๕ เทศบาล ๑๓๘ สุขาภิบาล ๑,๐๗๕ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา อย่างละ ๑ แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบลยังไม่จัดตั้ง

รายงานผลการเลือกตั้ง

รายงานผลการเลือกตั้ง วันที่ 3 ก.ค. 54
 
กกต.ประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 อย่างเป็นทางการ ดังนี้

1.  
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน 

    -  
มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งรวม 75 %

    -  
บัตรเสีย 5.79 %

    -  
ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.03 ล้านใบ คิดเป็น 4.03 %

2.  
ส.ส. บัญชีรายชื่อ
 

    -  
การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,203,107 คน คิดเป็น 75.03%

    -  
บัตรเสีย 1,726,051 ใบ คิดเป็น 4.9%
 
    -  
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน มีจำนวน 958,052 ใบ คิดเป็น 2.72%

3.  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
 

    -  
มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 35,119,885 คน คิดเป็น 74.85%

    -  
มีบัตรเสีย 2,039,694 ใบ คิดเป็น 5.79%

    -  
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,419,088 คิดเป็น 4.03%
     

4.  
ข้อสังเกต

    -  
การเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ปี 2550 มีบัตรเสีย อยู่ที่ 5.56 %

    -  
การเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ปี 2550 มีบัตรเสีย อยู่ที่ 2.56 %

    -  
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ปี 2550 อยู่ที่ 4.58 %

    -  
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ ปี 2550 อยู่ที่ 2.85 %
     
           -  
จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งมากที่สุด 3 จังหวัด
 

        -  
ลำพูน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 88.61 %

        -  
เชียงใหม่ 83.13 %

        -  
ตรัง 82.65 %

5.  
พรรคการเมืองที่มีผู้สมัครได้รับการเลือกตั้ง
 

    -  
พรรคเพื่อไทย 265 คน
 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 61 คน
 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 204 คน
 

    -  
พรรคประชาธิปัตย์ 159 คน
 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 44 คน
 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 115 คน
 

    -  
พรรคภูมิใจไทย 34 คน
 

        -  
ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 คน
 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 29 คน
 

    -  
พรรคชาติไทยพัฒนา 19 คน
 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 4 คน
 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 15 คน
 

    -  
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 7 คน
 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 2 คน
 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 5 คน
 

    -  
พรรคพลังชล 7 คน
 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน
 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 6 คน
 

    -  
พรรครักประเทศไทย 4 คน

        - 
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 4 คน
 

    -  
พรรคมาตุภูมิ 2 คน
 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน
 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 คน
 

    -  
พรรครักษ์สันติ
 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน

    -  
พรรคมหาชน

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน

    -  
พรรคประชาธิปไตยใหม่

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน

6. คะแนนผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

    -  
พรรคเพื่อไทย 15,744,190 คะแนน

    -  
พรรคประชาธิปัตย์ 11,433,501 คะแนน

    -  
พรรคภูมิใจไทย 1,281,522 คะแนน

    -  
พรรครักประเทศไทย 998,527 คะแนน

    -  
พรรคชาติไทยพัฒนา 906,644 คะแนน

    -  
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 494,894 คะแนน

    -  
พรรครักษ์สันติ 284,112 คะแนน

    -  
พรรคมาตุภูมิ 251,581 คะแนน

    -  
พรรคพลังชล 178,106 คะแนน

    -  
พรรคมหาชน 133,767 คะแนน

    -  
พรรคประชาธิปไตยใหม่ 125,781 คะแนน 

-พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งกี่คน แบบบัญชีรายชื่อแบบบัญชีรายชื่อกี่คน  รวมได้สส.กี่คน
ชื่อพรรค                                   ส.ส.บัญชีรายชื่อ                    ส.ส.แบ่งเขต       รวม                                  
1.เพื่อไทย                                             61                                  204                 265
2.
ประชาธิปัตย์                                     44                                  115                 159
3.
ภูมิใจไทย                                          5                                     29                   34
4.
ชาติไทยพัฒนา                                  4                                     15                     7
6.
พลังชล                                              1                                       6                      7
7.
รักประเทศไทย                                4                                        -                     4
8.
มาตุภูมิ                                              1                                       1                      2
9.
รักษ์สันติ                                           1                                       -                      1
10,
มหาชน                                           1                                        -                      1
11.
ประชาธิปไตยใหม่                       1                                        -                      1
                                
รวม                       125                                    375                500

-พรรคร่วมรัฐบาลประกอบด้วยกี่พรรค  แต่ละพรรคมีสส.กี่คน รวมทั้งสิ้นพรรคร่วมรัฐบาลมีสส.กี่คน
พรรคร่วมรัฐบาลมี 6 พรรค
    
เพื่อไทยได้ 262 คน
    
ชาติไทยพัฒนาได้ 19 คน
    
ชาติพัฒนาแผ่นดินได้ 9 คน
    
พลังชลได้ 7 คน
    
มหาชนได้ 1 คน
    
ประชาธิปไตยใหม่ได้ 1 คน
   
รวมทั้งสิ้นพรรคร่วมรัฐบาลมีสส. 300 คน

มรดกโลก

                                                                    มรดกโลก
มรดกโลก (อังกฤษ: World Heritage Site; ฝรั่งเศส: Patrimoine Mondial) คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต
ใน พ.ศ. 2553 มีมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 911 แห่ง แบ่งออกเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 704 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 180 แห่ง และมรดกโลกแบบผสม 27 แห่ง ตั้งอยู่ใน 151 ประเทศโดยอิตาลีเป็น ประเทศที่มีจำนวนมรดกโลกมากที่สุด คือ 44 แห่ง แม้ว่ายูเนสโกจะอ้างอิงถึงมรดกโลกแต่ละแห่งด้วยหมายเลข แต่การขึ้นทะเบียนในหลายครั้งก็จะผนวกเอามรดกโลกที่ได้ขึ้นทะเบียนไปแล้ว เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกที่มีพื้นที่มากขึ้น ดังนั้นจึงมีหมายเลขมรดกโลกเกิน 1,200 ไปแล้วแม้ว่าจะมีจำนวนมรดกโลกน้อยกว่าก็ตาม
มรดกโลกแต่ละแห่งเป็นทรัพย์สินของประเทศที่เป็นเจ้าของดินแดนที่มรดกโลกตั้งอยู่ แต่ได้ถูกพิจารณาให้เป็นผลประโยชน์ของประชาคมระหว่างประเทศในการอนุรักษ์มรดกโลกแห่งนั้น
มรดกโลกแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ มรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) และ มรดกทางธรรมชาติ (Natural Heritage) ซึ่งในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกได้ให้คำนิยามไว้ว่า
 มรดกทางวัฒนธรรม หมายถึง สถานที่ซึ่งเป็นโบราณสถานไม่ว่าจะเป็นงานด้านสถาปัตยกรรมประติมากรรม จิตรกรรม หรือแหล่งโบราณคดีทางธรรมชาติ เช่น ถ้ำ หรือกลุ่มสถานที่ก่อสร้างยกหรือเชื่อมต่อกันอันมีความเป็นเอกลักษณ์ หรือแหล่งสถานที่สำคัญอันอาจเป็นผลงานฝีมือมนุษย์หรือเป็นผลงานร่วมกัน ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี ซึ่งสถานที่เหล่านี้มีคุณค่าความล้ำเลิศทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ มนุษยวิทยา หรือวิทยาศาสตร์
มรดกทางธรรมชาติ หมายถึง สภาพธรรมชาติที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพอันมีคุณค่าเด่นชัดในด้านความล้ำ เลิศทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นสถานที่ซึ่งมีสภาพทางธรณีวิทยาและภูมิประเทศที่ได้รับการวิเคราะห์ แล้วว่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งถูกคุกคาม หรือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของพืชหรือสัตว์ที่หายากขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก เป็นต้น
 

1.     แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ  ที่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกได้ จะต้องถูกบรรจุอยู่      ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List)   ของศูนย์มรดกโลกเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี


2.     แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ  ที่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกจะต้องจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียน  ตามที่กำหนดไว้ใน เอกสาร Operational Guidelines for the Implementation of the World Heritage Convention ข้อ 130 ที่กำหนดรูปแบบไว้ ดังนี้

  1. ระบุขอบเขตของแหล่งที่จะนำเสนอ  (Identification of the Property) จะต้องระบุขอบเขตให้ชัดเจนระหว่างพื้นที่ที่จะนำเสนอกับพื้นที่เขตกันชน (ตามที่ระบุไว้ในข้อ ๑๐๓  ๑๐๗) แผนที่ที่นำเสนอจะต้องแสดงขอบเขตที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน หากเอกสารที่เสนอไปกำหนดขอบเขตไม่ชัดเจนจะถือว่าเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์

  2. รายละเอียดของแหล่งที่จะนำเสนอ  (Description of the Property) จะต้องรวมถึงขอบเขต และภาพรวมของประวัติความเป็นมาและการพัฒนา องค์ประกอบต่างๆ ที่ระบุไว้ในแผนที่จะต้องมีคำอธิบายประวัติศาสตร์และพัฒนาการ ของแหล่งที่จะนำเสนอ จะต้องมีการอธิบายถึงความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  และการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญของแหล่งนั้นๆ  ข้อมูลที่บรรยายจะต้องกล่าวถึงคุณค่าที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ความโดดเด่นที่เป็นเลิศ  และบูรณภาพ และ/หรือความเป็นของแท้ดั่งเดิมของแหล่งนั้นๆ

  3. เหตุผลข้อเท็จจริงในการขึ้นทะเบียน (Justification for Inscription) จะต้องชี้ให้เห็นว่าแหล่งที่จะขอขึ้นทะเบียนนั้นตรงกับหลักเกณฑ์ข้อใดเพราะเหตุใด รวมทั้งต้องทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับแหล่งอื่นที่มีความคล้ายคลึงกันที่อาจได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหรือไม่ก็ได้ การวิเคราะห์เปรียบเทียบนี้จะต้องอธิบายให้เห็นถึงความสำคัญทั้งในระดับชาติและระดับสากล อธิบายเกี่ยวกับบูรณภาพ และ / หรือ ความเป็นของแท้ดั้งเดิมและแสดงให้เห็นว่าแหล่งที่นำเสนอนั้นตรวจตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อ 78-95 อย่างไร

3.     สถานภาพการอนุรักษ์และปัจจัยที่มีผลกระทบต่อแหล่ง (State of conservation and factors affecting the property) จะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการอนุรักษ์แหล่ง (ทั้งข้อมูลด้านกายภาพและมาตรการอนุรักษ์ที่ใช้ในพื้นที่) รวมทั้งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแหล่ง (รวมถึงภัยคุกคาม) ข้อมูลในส่วนนี้ประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นในการติดตามการอนุรักษ์ของแหล่งที่นำเสนอในอนาคต

4.     การคุ้มครอง และการจัดการ  (Protection and management)

ยูเนสโกประกาศแหล่งมรดกโลกปี 54 จำนวน 25 แห่ง พร้อมขึ้นบัญชีดำภาวะอันตราย 2 แห่ง เกาะสุมาตรา อินโด และพื้นที่ลุ่มน้ำของริโอ ฮอนดูรัสเว็บไซต์ทางการยูเนสโก ระบุผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 35 กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปี 2554 ซึ่งเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ และแบบผสม จำนวน 25 แห่ง โดยแบ่งเป็น แหล่งทางวัฒนธรรม 21 แห่ง แหล่งทางธรรมชาติ 3 แห่ง และแบบผสม 1 แห่ง ทำให้ขณะนี้มีแหล่งมรดกโลกที่มีการขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด 936 แห่ง เป็นวัฒนธรรม 725 แห่ง ธรรมชาติ 183 แห่ง แบบผสม 28 แห่งสำหรับมรดกโลกปี 2554 ทางวัฒนธรรม ได้แก่1. โบราณคดีของเกาะ Meroe ซูดาน
2. ป้อมปราการราชวงศ์โฮปลายศตวรรษที่ 14 เวียดนาม
3. พื้นที่กาแฟภูมิทัศน์วัฒนธรรมของโคลัมเบีย
4. ภูมิทัศน์วัฒนธรรมของ Serra de Tramuntana สเปน
5. แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของ Al Ain สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
6. โรงงาน Fagus เยอรมนี
7. สถาปัตยกรรมในยุคอาณานิคมของอังกฤษ ศตวรรษที่ 18 - 19 บาเบร์ดอส
8. Longobards อิตาลี ประกอบด้วย 7 กลุ่มของอาคารที่สำคัญ
9. เสาเข็มยุคก่อนประวัติศาสตร์รอบเทือกเขาแอลป์ ครอบคลุมออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สโลวิเนีย และสวิสเซอร์แลนด์
10. นิเวศวิทยา การประมงและรวบรวมหอยมีชีวิตและการใช้ของมนุษย์อย่างยั่งยืน เซเนกัล
11. สวนเปอร์เซีย อิหร่าน
12. ภูมิทัศน์ทะเลสาบวัฒนธรรมของหางโจว จีน
13. วัดฮิไรซุมิ วัดที่เป็นตัวแทนของพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ ญี่ปุ่น
14. Konso ภูมิทัศน์วัฒนธรรม เอธิโอเปีย
15. มอมบาซา เคนยา
16. คอมเพล็กซ์มัสยิด Selimiye Edirne ตุรกี
17. ภาพแกะสลักหินและอนุสาวรีย์ศพของวัฒนธรรมในมองโกเลีย อัลไต 12,000 ปีที่ผ่านมา
18. ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเกษตรเมดิเตอร์เรเนียน ฝรั่งเศส
19. อนุสาวรีย์แสดงการเปลี่ยนแปลงจากบาร็อคกับสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิค นิคารากัว
20. สถาปัตยกรรมสไตล์เช็ก ยูเครน และ
21. หมู่บ้านแบบโบราณในภาคเหนือของซีเรีย


ส่วนแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ได้แก่
1. นิงกาลูโคสต์ แนวปะการัง ออสเตรเลีย
2. หมู่เกาะโอกาซาวาร่า( Ogasawara) ซึ่งมีเกาะมากกว่า 30 เกาะ รวมความหลากหลายของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น ค้างคาว ญี่ปุ่น
3. ทะเลสาบเคนยา และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแบบผสม ได้แก่ ทะเลทรายวาดิรัม พื้นที่คุ้มครอง จอร์แดน นอกจากนี้ มีพื้นที่ขยายที่ขึ้นทะเบียนอีก 1 แห่ง ป่าไม้บีชดึกดำบรรพ์คลุมเยอรมนี สโลวาเกีย และยูเครน

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ ได้พิจารณามรดกโลก 2 แห่ง ซึ่งอยู่ในภาวะอันตราย ได้แก่ มรดกป่าฝนในเขตร้อนชื้นของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย และพื้นที่ลุ่มน้ำของริโอ ฮอนดูรัส

มรดกไทยที่ขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกแล้ว

  1. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย - ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2534 สาเหตุที่ได้รับ
    • เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด
    • เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
  2. อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ได้รับพร้อมกับ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
  3. อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ได้รับพร้อมกับ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
  4. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง - ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2534 สาเหตุที่ได้รับ
    • เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
    • เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
    • เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความหนาแน่นของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย
  5. ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ - ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2548 สาเหตุที่ได้รับ
    • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ




                                           ขั้นตอนการเสนอชื่อให้เป็นมรดกโลก

  1. อันดับแรกจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อสถานที่ที่มีความสำคัญทางธรรมชาติและวัฒนธรรมทั้งหมดภายในประเทศ เพื่อทำบัญชีเบื้องต้น (Tentative List)
  2. ประเทศที่ต้องการเสนอชื่อ ให้เลือกสถานที่จากรายการที่มีอยู่ในบัญชีเบื้องต้น
  3. เริ่มต้นตรวจสอบและพิจารณาจากองค์กร 2 แห่ง ได้แก่ สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (International Council on Monuments and Sites) และ สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ (World Conservation Union)
  4. ทั้งสององค์กรนี้จะยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการมรดกโลก ทางคณะกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันปีละหนึ่งครั้ง
  5. การพิจารณาว่าจะขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งใดเป็นมรดกโลกหรือไม่ จะต้องเข้าหลักตามเกณฑ์มาตรฐานข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ (อาจมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมอีก)
เหตุผลที่ประเทศไทยลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกมรดกโลก

เมื่อเวลาประมาณ 23.45 น. วันที่ 25 มิถุนายน นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก แถลงที่กรุงปารีส ว่า ไทยได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกและกรรมการมรดกโลก หลังจากศูนย์มรดกโลกและยูเนสโกไม่ได้ฟังข้อทักท้วงของไทย ทั้งนี้ในร่างมติที่มีการเสนอให้มีการพิจารณา มีเรื่องการเลื่อนแผนบริหารจัดการของเขมรออกไป ซึ่งเป็นไปในแนวทางที่รัฐบาลต้องการ แต่ในร่างมติของยูเนสโกที่เสนอเข้ามา ยอมให้มีการเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการของเขมรออกไปจริง แต่มีข้อความและข้อกำหนดที่อาจทำให้ไทยเสียเปรียบ
   ทั้งนี้มีการเจรจาล็อบบี้กับสมาชิกมาตลอดตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน มีการหารือกันมาตลอด แต่ก็เห็นได้ชัดว่ายูเนสโกพยายามผลักดันแผนตัวเอง ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายไทยรับไม่ได้คือ แผนบูรณะตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งในแผนที่ยูเนสโกเสนอได้ระบุเรื่องการเข้ามาในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในอธิปไตยของไทย อยู่นอกเหนือจากตัวปราสาทพระวิหาร ขณะเดียวกันพื้นที่รอบตัวปราสาทกัมพูชาก็ได้ยึดครองบางส่วน เป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีข้อยุติชัดเจนว่าแนวเขตแดนอยู่ตรงไหน
   ก่อนหน้านี้ฝ่ายไทยยังได้นำโมเดลของทางทหารไปชี้แจง เพื่อให้เห็นสภาพที่เกิดขึ้นว่า ถ้าหากมีการขึ้นทะเบียนและรับรองแผนบริหารจัดการของกัมพูชาจะนำไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น
   นายสุวิทย์ยังย้ำว่า หากไทยลาออกจากคณะกรรมการมรดกโลกแล้ว ผลใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากการกระทำของสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกก็จะไม่มีผลผูกพันต่อประเทศไทย หมายความว่า ทางคณะกรรมการมรดกโลกจะให้กัมพูชาเข้าดำเนินกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทยไม่ได้เป็นอันขาด หากว่ามีการประกาศขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลก และยอมรับแผนการจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชา บางส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในฝ่ายไทยนั้น ต้องมีการขออนุญาตรัฐบาลไทยก่อน จะกระทำการใดๆ ไม่ได้ เนื่องจากไทยไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการมรดกโลก และไม่มีผลผูกพันใดๆ
   นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า การตัดสินใจลาออกในครั้งนี้ ได้ไตร่ตรองและผ่านการศึกษาอย่างรอบคอบ รวมถึงได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับทราบการตัดสินใจและเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่มีทางเลือกในการลาออกจากกรรมการมรดกโลกครั้งนี้ ซึ่งจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้าวันที่ 27 มิถุนายน